วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

“เม็ดบีท” กับสายชาร์จ iPhone ถนอมสายได้จริงหรือ?

 “เม็ดบีท” กับสายชาร์จ iPhone ถนอมสายได้จริงหรือ?
ช่วงนี้เดินไปไหนมาไหนจะเห็นว่ามีคนเอาเม็ดพลาสติกสีๆ มาคล้องครอบสายอุปกรณ์อย่างเช่น สาย USB ชาร์จของ iPhone หรือว่าสายหูฟัง Earpods ซึ่งช่วยให้มันมีสีสันแตกต่างจากคนอื่น แต่ว่าเริ่มมีกระแสออกมาว่ามันเป็นการช่วยถนอมให้สายมีอายุการใช้งานนานขึ้น แล้วความเป็นจริงแล้วมันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ?

chun_li_8_bit

กระแส “เม็ดบีท” มาจากไหน?

เม็ดบีท (จริงๆ สะกดว่า Bead = บีด) เป็นลักษณะของเม็ดพลาสติกรูปทรงกระบอกขนาดจิ๋ว แรกๆ คนนิยมใช้สำหรับทำเป็นเครื่องประดับต่างๆ และเริ่มมีการดัดแปลงรูปทรงและวัสดุโดยการเอามาเรียงวางเป็นลักษณะของ Pixel Art (อารมณ์เหมือนภาพ 8 bit ยุคเกมฟามิคอม) แล้วใช้ความร้อนรีดให้พลาสติกละลายและติดเป็นเนื้อเดียวกัน
แต่แล้วช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เริ่มมีการดัดแปลงเอาเม็ดบีทมาร้อยครอบสาย USB ของ iPhone รวมไปถึงหูฟัง Earpods ให้มีสีสันสวยงามและดูเป็นแฟชั่น และในปัจจุบันกลายเป็นว่ากระแสการร้อยเม็ดบีทถูกโฆษณาโดยผู้ขายว่าเป็นการ “ถนอม” สาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เลย
Screen

การหุ้มด้วยเม็ดบีทไม่ด้วยช่วยถนอมสายเลยแม้แต่น้อย

สาเหตุของการที่สาย USB ของ iPhone มักจะมีปัญหาเรื่องของการแตกชำรุดของปลอกหุ้มสายนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการหักงอหรือว่ากดทับ แต่จะเป็นเรื่องของอุณหภูมิสะสมซึ่งในการใช้งานนั้นบริเวณช่วงข้อต่อแจ็คกับ ตัวเครื่องจะเป็นจุดที่มีความร้อนมากที่สุดในการชาร์จ และเมื่อถูกความร้อนบ่อยๆ ก็มีโอกาสที่จะทำให้วัสดุหุ้มช่วงนั้นเสื่อมสภาพและแตกออกได้
เหตุที่ทำให้เกิดความร้อนสะสมที่สายเชื่อมต่อบริเวณนั้นก็คือ การเสียบเครื่องชาร์จและใช้งานไปด้วย เพราะจะมีกระแสไฟวิ่งเข้าอยู่ตลอดเวลา ยิ่งบางคนมีพฤติกรรมคือชาร์จแล้วนั่งเล่นเกมเป็นชั่วโมง ยิ่งเป็นการทำให้เกิดความร้อนจากการชาร์จเป็นเวลานาน นอกจากจะมีผลกับสายแล้วยังมีผลกับแบตเตอรี่ด้วย
ถ้าสังเกคว่านอกจากจุดที่ข้อต่อของสายชาร์จแล้ว จะไม่มีปัญหาเรื่องวัสดุหุ้มแตกจากการพับม้วนบิดงอเลย ดังนั้นการที่เอาเม็ดบีทมาร้อยหุ้มไว้เพื่อไม่ให้สายพันทับกัน จึงไม่ได้เป็นการช่วยถนอมสายเลยแม้แต่นิดเดียว
crash

การใส่เม็ดบีทมีผลทำให้ความร้อนสะสมบริเวณข้อต่อมากขึ้น?

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาทางเว็บ Whatphone.tv ได้ มีการนำเสนอบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าเม็ดบีทอาจจะมีส่วนทำให้เกิดความร้อนของสายชาร์จเพิ่มขึ้น เรื่องนี้มีการแชร์ต่อกันในโลกออนไลน์และเกิดกระแสทั้งเห็นด้วยและต่อต้าน กัน แล้วความจริงแล้วเป็นอย่างไร จนต่อมาไม่นานเริ่มมีคนที่ใช้สายหุ้มด้วยเม็ดบีททำการแกะเม็ดออกปรากฎมีบางคนพบว่าสายช่วงข้อต่อนั้นละลายและแตกอยู่ดี
ส่วนตัวผมไม่ได้มีความรู้เรื่องทางด้านอิเลคทรอนิกส์หรือผลการสำรวจทดลองเรื่องนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่อธิบายได้แน่นอนว่า“เม็ดบีทไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับสาย USB ของ iPhone นอกจากความสวยงามและแฟชั่นเท่านั้น” เพราะเม็ดพลาสติกไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานแบบนี้ อย่างที่เกริ่นไว้ตอนแรกว่าเม็ดบีทคือวัสดุสำหรับงานฝีมือที่สุดท้ายผู้ผลิต เม็ดพลาสติกเหล่านี้ได้พลิกแพลงดัดแปลงให้มาใช้ประดับสาย USB ได้ แถมเม็ดพลาสติกแบบนี้ไม่ทนความร้อนและพร้อมที่จะละลายเมื่อได้รับอุณหภูมิ ที่สูงอยู่แล้ว
แน่นอนว่าผู้ผลิตเหล่านั้นไม่ได้มีทฤษฎีหรือทดลองว่าเม็ดบีทเมื่อเอามาร้อยกับสายแล้วมันจะช่วยถนอมสาย สิ่งเหล่านี้เกิดจาก “อุปทาน” ของพ่อค้าแม่ค้าที่นำมาขายและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเท่านั้นเอง
bead-iphone

การใช้สาย USB ที่ใส่เม็ดบีทจะเป็นอันตรายกับเครื่องหรือไม่?

ไม่สามารถฟันธงได้ว่ามันจะเกิดอันตรายได้หรือไม่ เพราะอย่างที่บอกไม่เคยมีคนทดสอบหรือทำวิจัยเรื่องนี้ แต่ที่แน่ๆ คือหากวันนึงเกิดมีเหตุการณ์เครื่อง iPhone ชาร์จไฟแล้วระเบิด หรือสายเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมา ทาง Apple จะไม่มีการรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าสายชาร์จนั้นจะเป็นของแท้ก็ตาม เพราะว่า “คุณได้ทำการดัดแปลงอุปกรณ์และใช้งานผิดจากการใช้งานปกติที่ Apple กำหนดไว้” ข้อนี้เป็น Policy ที่ทุกผลิตภัณฑ์มีเอกสารระบุข้อกำหนดการรับประกับนอาไว้ชัดเจนไว้ชัดเจนอยู่ ในกล่องของโทรศัพท์ทุกเครื่อง เพียงแค่ว่าคุณไม่เคยสนใจเปิดอ่านมันเท่านั้นเอง…

ต่อให้มันถนอมสายได้ แต่จะไปแคร์ทำไมในเมื่อของมีปัญหาก็สามารถเคลมเปลี่ยนใหม่ได้!

สำหรับ iPhone การรับประกันสินค้าจะอยู่ที่ 1 ปีตั้งแต่วันแรกที่เครื่องทำการ Activate กับระบบ และการรับประกันนั้นครอบคลุมถึงอุปกรณ์ทุกอย่างที่อยู่ในกล่อง ไม่ว่าจะเป็นอแดปเตอร์ชาร์จ, สาย USB และหูฟัง Earpods หาการใช้งานเกิดมีปัญหาจากการใช้งานตามปกติ และการที่สายหุ้มแตกนี่ก็อยู่ในการรับประกันด้วย คุณสามารถนำไปเคลมเปลี่ยนที่ร้านที่คุณซื้อมาได้ โดยร้านจะทำการเช็คเลข Serial เครื่องของคุณว่ายังอยู่ในประกันหรือไม่ ถ้ายังอยู่ในประกันก็สามารถเปลี่ยนให้คุณได้เลย
แต่ว่าการรับประกันนี้จะใช้ได้เฉพาะกับเครื่องที่ซื้อกับทาง Apple Store หรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น (iStudio และ Operator ทุกเจ้า) บรรดาเครื่องหิ้วนั้นหมดสิทธิ์ เพราะกำหนดสิทธิ์การรับประกันของ Apple จะไม่เป็นแบบ World Wide และแน่ใจว่าไม่มีร้านตู้ไหนในไทยใจดีเปลี่ยนสายใหม่ให้คุณอย่างแน่นอน
Screen
สุดท้ายที่จะฝากทุกคนก็คือ ข้อสรุปที่ว่าเม็ดบีทเป็นอันตรายทำให้สายพังหรือเปล่า แต่ที่ยืนยันได้อย่างแน่นอนก็คือ “มันไม่ได้ช่วยทำให้ถนอมรักษาให้สายมีอายุการใช้งานนานขึ้น” อย่างแน่นอน เพราะการเอาเม็ดบีทมาใส่นั้น มันเป็นเพียงแค่งานฝีมือ (Handicraft) เท่านั้น ไม่ได้มีการคิดค้นหรือพัฒนามาเพื่อแก้ปัญหาสายหุ้มแตกแต่อย่างใด
ถ้าคุณคิดว่าทำเพื่อแฟชั่นหรือความสวยงาม อันนี้เป็นความพึงพอใจของคุณเองซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ถ้าคุณคิดว่าทำไปเพราะว่าอยากให้สายมันมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น คุณโดนหลอกแล้วล่ะ!
สนับสนุนเนื้อหา: www.beartai.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ถึงคิวข้าบ้าง !! iPad Air 2 มาพร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

ถึงคิวข้าบ้าง !!  มาพร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
ในขณะที่ความสนใจในผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ในปี 2014 จะโฟกัสไปที่ iPhone 6 เป็นส่วนใหญ่ แต่อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่อาจเปิดตัวในระยะเวลาไล่เลี่ยกันมีความเป็นไปได้ที่จะเป็น iPad Air 2
หลังจากภาพ iPhone 6 หลุดแบบรายวัน ล่าสุดถึงคิวภาพหลุกของ iPad Air 2 บ้างแล้ว โดยภาพชุดนี้แสดงจุดเด่นที่เพิ่มเติมเข้ามาตามความคาดหมายคือ Touch ID หรือเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือดังเช่น iPhone 5s ส่วนโครงสร้างภายนอกเมื่อในภาพรวมแล้วยังคล้ายคลึงกับเวอร์ชันแรก ซึ่งในความเห็นส่วนตัวเชื่อว่า Apple ยังยึดหลักการออกแบบและขนาดเหมือน iPad Air ตัวแรกส่วนโครงสร้างภายในอาจมีการเปลี่ยนแปลง อาทิ ชิปประมวลผลก็จะปรับมาใช้ A8, กล้องหน้าและกล้องหลังมีความละเอียดเพิ่มขึ้น ตลอดจนระบบปฏิบัติการ iOS 8 เป็นต้น
ทั้งนี้ iPad Air 2 จะเป็นหนึ่งในฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ที่เชื่อมั่นว่าจะเปิดตัวปลายปี 2014 นี้ ซึ่งน่าจะเป็นหลังจากการเปิดตัวiPhone 6 ไปแล้ว 1 เดือน ตามกรอบเวลาเดิมที่เคยปฏิบัติมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
ที่มา Phonearena
สนับสนุนเนื้อหา: Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ความเชื่อผิดๆ จอ Gorilla Glass แล้วไม่จำเป็นต้องติดฟิล์ม

ความเชื่อผิดๆ ที่ใช้สมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต แล้วไม่จำเป็นต้องติดฟิล์ม
เชื่อได้เลยละครับว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตสุดรักสุดหวงของเพื่อนๆ แต่ละคนก็ต่างมีราคาสูงๆทั้งนั้น ซึ่งสมาร์มโฟนและแท็บเล็ตราคาสูง(หรือไม่สูงหลายๆรุ่น)ก็มาพร้อมกระจกที่ครอบจอแสดงผลที่เค้าเคลมมาว่ากันรอยได้ และสุดทนทานอย่าง Gorilla Glass จึงทำให้หลายๆคนมั่นใจมากจนเลือกที่จะไม่ติดฟิลม์กันรอย แต่ก็ต้องพบกับรอยขนแมวหรือรอยขีดข่วนที่เกิดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัวซะอย่างงั้น แล้วรอยเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไรบ้างละ? วันนี้ Notebookspec มีคำตอบครับ
Gorilla Glass แล้วไม่จำเป็นต้องติดฟิล์ม?
เพื่อนหลายๆท่านคงเคยผ่านตาหรือทดลองด้วยตัวเองกันมาบ้างแล้วว่า กระจกหน้าจอเป็น Gorilla Glass ที่ไม่ใส่ฟิลม์กันรอยเลย แล้วนำคัตเตอร์ หรือมีดสุดคมรวมไปถึงกุญแจรถต่างๆมาขูดขีดบนหน้าจอสมาร์ทโฟน Gorilla Glass ผลที่ออกมาคือเจ้าหน้าจอไม่เป็นอะไรเลย แต่สิ่งที่เพื่อนๆ หลายคนอาจจะเคยเจอก็คือเมื่อเผลอทำสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตตกลงไปในกองดินกองทรายแล้วก็หยิบขึ้นมาปัดฝุ่นด้วยผ้าหรือชายเสื้อก็ตามแต่ ผลที่ออกมาคือหน้าจอรอยขนแมวเพี๊ยบ!!!
แล้วมันเพราะอะไรกันละถึงทำให้ Gorilla Glass ที่แข็งแกร่งดั่งชัชช่าเป็นรอยไปได้??? นั่นก็เพราะเจ้ากระจก Gorilla Glass นั้นมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ประมาณ 6.8 ตามสเกลของโมห์ ดังนั้นถ้ามีอะไรที่มีระดับความแข็งแกร่งมากกว่า 6.8 ขึ้นไปมาขูดขีดนั้นก็เกิดรอยได้นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่นแร่ควอตซ์ , โทปาส , รันดัม หรือเพชร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแร่ควอตซ์ ที่เป็นแร่ที่พบมากที่สุดในโลกเป็นอันดับที่สองรองจาก เฟลด์สปาร์ ที่มีความแข็งอยู่ในระดับ 7 ซึ่งแข็งกว่า Gorilla Glass ที่แน่นอนว่าเจ้าควอตซ์ก็พบได้ในฝุ่นละอองที่มีอยู่ในอากาศ และอยู่ในทรายทำให้หน้าจอ Gorilla Glass เป็นรอยได้นั่นเอง ละครับ
Gorilla Glass ตกแล้วจอแตก?
ส่วนในเรื่องของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ตกจากที่สูงหรือโดนของแข็งกระแทกแรงๆแล้วกระจกหน้าจอแตก หรือเป็นรอย นั้นก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะขนาดหน้าปัดนาฬิกาที่เป็น Sapphire สังเคราะห์ (ความแข็งอยู่ที่ ระดับ 9 ตามสเกลของโมห์) โดนกดหรือโดนกรีดก็ยังเป็นรอยได้ ส่วนเพชรตกยังแตกได้เช่นกัน ซึ่งอธิบายได้ดังนี้คือ Gorilla Glass กันรอยขีดขวนได้ก็จริง แต่มันไม่ได้กันแรงกดกระแทก หรือให้เข้าใจง่ายๆคือ แข็งแต่ไม่เหนียว นั่นเอง
อย่างไรก็ดีตัวกระจก Gorilla Glass ทั้งเวอร์ชั่นที่ 1 , 2 หรือ 3 นั้นก็มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควรทีเดียวละครับซึ่งแน่นอนว่า Gorilla Glass 3 ก็จะมีความแข็งแรงมากที่สุดในตระกูลกระจกชนิดนี้ ณ ในช่วงเวลาปัจจุบัน เรียกได้ว่าพัฒนาแตกต่างไปถึงระดับโมเลกุลเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมีความแข็งแรงแค่ไหนก็ยังพอจะมีจุดอ่อนอยู่เช่นกันละครับ
ดังนั้นผู้เขียนขอแนะนำเลยครับถ้าเพื่อนๆใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็บที่ใช้ Gorilla Glass หรือกระจกชนิดอื่นๆ ก็ควรที่จะติดฟิล์มกันรอยไว้ด้วยนะครับ เพราะเรื่องหน้าจอเป็นรอยนั้นเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อย โดยเฉพาะเมื่อเราเผลอครับผม ส่วนในเรื่องของรูปแบบฟิลม์กันรอยที่จะติดก็เลือกได้ตามลักษณะความชอบและความต้องการผู้ใช้ได้เลยนะครับไม่ว่าจะเป็น ฟิล์มใส ฟิล์มด้าน ฟิล์มกันกระแทก ฟิล์มกรองแสงสีผ้า ฟิม์ลกันรอยนิ้วมือ หรือฟิล์มชนิดอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งอย่างไรก็ดีเลือกให้เหมาะสมกับตัวเองโดยที่ราคาไม่สูงเกินไปจะดีที่สุดนะครับผม สวัสดีครับ
ข้อมูลจาก : wikipedia , phonecruncher , Whatphone
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

รูปแบบโฆษณาที่นักโฆษณาจะซื้อได้เมื่อมี YouTube.co.th

ที่นักโฆษณาจะซื้อได้เมื่อมี YouTube.co.th
          ปกติทุกวันนี้เวลาเราซื้อโฆษณาใน YouTube นักวางแผนสื่อโฆษณาดิจิทัล ก็จะใช้ Google Display Network (GDN) เป็นตัวกลางในการซื้อโฆษณาครับ จะเป็นรูปแบบ Banner ขนาด Retangle 300×250 ที่อยู่ด้านข้างขวาของวิดีโอ หรือที่ขึ้นมาให้กวนใจเวลาดูวิดีโออยู่ขนาด 468×60 ซึ่งเป็นรูปแบบโฆษณาที่เราซื้อได้
          ส่วนรูปแบบหวือหวาแบบอื่นๆ ที่เราเห็นในโฆษราต่างประเทศนั้นเป็นรูปแบบที่เราซื้อไม่ได้ เหตุผลก็เพราะ YouTube ยังไม่เปิดการดีลโฆษณารูปแบบพิเศษในหลายโซนพื้นที่ ซึ่งไทยก็เป็นพื้นที่นั้น เพราะฉะนั้นเมื่อก่อนเราไม่มีโอกาสทำโฆษณาแบบหวือหวาได้เลยแม้จะมีตังค์ก็ตาม
          แต่ตอนนี้สามารถทำได้แล้วครับโฆษณารูปแบบต่างๆ ที่หวือหวา ที่ YouTube มีนักการตลาดชาวไทยสามารถซื้อไดแล้วเพราะการเปิด YouTube.co.th
โดยรูปแบบโฆษณาที่เปิดให้ซื้อได้แล้ว ใหญ่ๆ มีอยู่สามตัวครับ
YouTube Homepage Banner
          Banner ขนาดใหญ่หน้าแรกของ YouTube.co.th ซึ่งสามารถสร้างสรรค์รูปแบบได้หลากหลาย จะขยายหรือ Interactive ก็ได้
YouTube Instream (Video Pre-Roll Ad), Inslate Ads
          โฆษณาวิดีโอที่ขึ้นมาก่อนเล่นเนื้อหาวิดีโอจริงๆ ซึ่งเราเห็นบ่อยๆ ในต่างประเทศ ที่จะมีโฆษณาขึ้นมาก่อนและกด Skip ได้หากไม่สนใจวิดีโอโฆษณานั้น
YouTube Branded Channel
          การซื้อสิทธิพิเศษๆ แบบเหนือกว่า Channel ทั่วไป คือแบรนด์สามารถทำการ Cuztomize หน้าตาของ Channel โฆษณาให้หวือหวา และปรับแต่งได้ตามต้องการช่วยให้ลูกค้าสามารถมามีส่วนร่วมได้
          ลองดูรูปอธิบายเรื่องรูปแบบโฆษณา YouTube แบบเห็นภาพชัดๆ ได้จากตอนหนึ่งในรายการ DigitalMaster ด้านล่างได้เลยครับ
สนับสนุนเนื้อหา: www.digithun.com

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เช็คอย่างไรว่า Gmail ที่ใช้อยู่ ไม่ถูกแฮค ?

เช็คอย่างไรว่า Gmail ที่ใช้อยู่ ไม่ถูกแฮค ?
          หลังจากที่มีการค้นพบช่องโหว่ร้ายแรง ที่มีชื่อว่า Heartbleed ซึ่ง สามารถเข้าถึงรหัสผ่านตัวของผู้ใช้ออนไลน์ทั่วโลกได้ ผ่านทางเทคโนโลยี OpenSSL ทำให้หลายๆ เว็บไซต์ดัง ต่างตื่นตัวที่จะป้องกัน ช่องโหว่ ดังกล่าว ซึ่งทาง กูเกิล เอง ก็ได้ปรับปรุงระบบความปลอดภัยแบบใหม่ พร้อมกับยืนยันว่า ปลอดภัยจาก Heartbleed และบรรดาแฮกเกอร์อย่างแน่นอน แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า บริการจาก กูเกิล ที่เราใช้อยู่ อย่างเช่น Gmail ไม่ถูกแฮค วันนี้ กูเกิล เค้ามีคำตอบครับ
          โดยทางกูเกิลเผยว่า ถ้าหากมีการตรวจพบว่า มีบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตพยายามเข้าถึงบัญชีของผู้ใช้ บุคคลดังกล่าวจะต้องตอบคำถามเสียก่อน จึงจะสามารถลงชื่อเข้าใช้งานได้ โดยคำถามนี้จะให้ผู้ใช้ยืนยันข้อมูลประจำตัวก่อนที่จะสามารถลงชื่อเข้าใช้ ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อป้องกันการเข้าถึงบัญชีที่ไม่พึงประสงค์ ถึงแม้บุคคลนั้นจะมีชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านก็ตาม
          และเมื่อตรวจพบการลงชื่อเข้าใช้ที่น่าสงสัย ทาง กูเกิล จะส่งคำถามไปยังผู้ใช้ เช่น ส่งข้อความ SMS ที่มีรหัสยืนยันไปยังโทรศัพท์ของผู้ใช้ และให้ผู้ใช้ป้อนรหัสนี้ก่อน จากนั้น กูเกิลจะให้สิทธิ์เข้าถึงบัญชี ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่ผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตจะสามารถเข้าถึงบัญชีได้อย่าง มากทีเดียว
          เพียงแค่นี้ เราก็สามารถมั่นใจได้แล้วครับว่า Gmail ของเรา ไม่ถูกแฮคอย่างแน่นอน แต่ทางที่ดี อย่าตั้งรหัสผ่านที่สามารถเดาได้ง่าย หรือบอกรหัสผ่านให้กับผู้อื่น จะดีที่สุดครับ
รายละเอียดเพิ่มเติม : bgr.com
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แนะฉลาดใช้ “สมาร์ทโฟน“ ไม่เปลืองเงิน-ลดเสี่ยงภัยไซเบอร์

แนะฉลาดใช้ สมาร์ทโฟน ไม่เปลืองเงิน-ลดเสี่ยงภัยไซเบอร์

          ปัจจุบันกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ของผู้คนในสังคม ยิ่งเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาให้มือถือธรรมดาฉลาดขึ้น กลายเป็น สมาร์ทโฟน ความสามารถของอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่รับสาย-โทร.เข้าโทร.ออก แต่เป็นช่องทางเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโซเชียลเน็ตเวิร์ก แม้แต่เป็นธนาคารเคลื่อนที่ ขณะที่ฝั่งผู้ให้บริการอย่างค่ายมือถือต่าง ๆ ก็สรรหาบริการใหม่ ๆ มากระตุ้นความต้องการใช้งานของผู้บริโภคด้วยเงื่อนไขที่ซับซ้อนมากขึ้น
ผู้บริโภคยุคนี้จึงจำเป็นต้องรู้เท่าทัน ทั้งความฉลาดของอุปกรณ์ และสารพัดเงื่อนไขของโอเปอเรเตอร์
          สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) และสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคสากล (Consumer International) จัดเสวนาในหัวข้อ การคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้
          อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ นักวิชาการจาก Siam Intelligence Units กล่าวว่า ในอดีตบริการเสริมของโทรศัพท์มือถือคือการส่ง SMS, MMS, การดาวน์โหลดริงโทน และคอนเทนต์ต่าง ๆ แต่เมื่อโมบายอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้น ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้บริการกลุ่มนี้ได้ฟรี ๆ บรรดาโอเปอเรเตอร์จึงต้องหาลูกเล่นใหม่ ๆ มาทดแทน อาทิ การออกแพ็กเกจดาต้าแบบ Unlimited ที่มาพร้อม Limited Speed เช่น ให้บริการดาต้าที่ความเร็วสูงสุด 3 GB ถ้าใช้เกินเงื่อนไข (Fair Usage Policy) ความเร็วจะลดลงเหลือ 128 Kbps
          ส่วนบรรดาแพ็กเกจการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ ในราคา 15 บาทต่อวัน ถ้าอ่านเงื่อนไขการให้บริการแบบละเอียดจะพบว่า ราคานี้ต้องใช้งานผ่าน url คือ www.facebook.com เท่านั้น ถ้าไปใช้เฟซบุ๊กผ่านแอปพลิเคชั่นต้องจ่ายค่าบริการอินเทอร์เน็ตคิดเป็นนาทีด้วย หรือแพ็กเกจให้เล่นเกม Cookie Run ฟรีโดยไม่ต้องสมัครแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต แต่มีเงื่อนไขว่าบริการฟรีนี้ไม่รวมการส่ง Notification ต่าง ๆ ที่ผ่านแอปพลิเคชั่นนี้ ฉะนั้น ถ้าผู้เล่นส่ง Notification ให้เพื่อนจะโดนคิดค่าบริการเป็นนาทีทันที
ขณะที่การซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น หนังสือ โดยใช้บัตรเครดิตจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชั่นก็มีความเสี่ยงที่จะโดนแฮกข้อมูล รวมไปถึงความปลอดภัยในการส่งข้อความผ่านแอปต่าง ๆ
          ด้าน ชยุตม์ สิงห์ธงธำรงกุล ผู้เชี่ยวชาญจาก ACIS Professional Center กล่าวว่าโมบายแพลตฟอร์มเป็นที่นิยมมากขึ้น บรรดาอาชญากรจึงพัฒนามัลแวร์ขึ้นมาโจมตี ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในระบบอย่างภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ คือ Euro Grabber ที่แฮกเกอร์ใช้แพลตฟอร์มบนโทรศัพท์มือถือขโมยข้อมูลและรหัสผ่านของผู้บริโภคแล้วนำไปขโมยเงินในบัญชีของธนาคารในยุโรปช่วงก่อนนี้ ซึ่งทางธนาคารไม่ยอมชดใช้ความเสียหายให้ และโยนว่าเป็นความผิดของผู้บริโภคเองที่ใช้แพลตฟอร์มบนโทรศัพท์มือถือ ทั้งการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ จาก Play Store มาใช้งาน
          กูเกิลไม่ได้สกรีนการออกแพลตฟอร์มต่าง ๆ จนมีการส่งแอปปลอมเข้าไปใน Play Store ทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของคนที่โหลดแอปปลอมไปใช้ได้ รวมถึงการดักจับ SMS ที่ทางธนาคารจะส่งรหัส OTP (One Time Password) ไปให้เจ้าของบัญชี เป็นการเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยแบบ 2 ชั้นของธนาคารไปได้ และแม้ใน App Store ก็มีการฟิชชิ่ง Apple ID ด้วย
          ในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็มีกรณีนี้เหมือนกัน นักพัฒนา Line เองก็รู้ถึงปัญหานี้และพยายามปิดช่องโหว่มาตลอด เช่นเดียวกับการใช้ Free Wi-Fi ก็มีความเสี่ยง บรรดาอีเมล์หรือการจ่ายเงินออนไลน์พวกแฮกเกอร์ก็สามารถเข้าไปเจาะข้อมูลได้หมด ติดตามผู้บริโภคได้ทั่วโลกโดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ตัว
          วิธีป้องกันตัวของผู้บริโภคคือ ต้องสร้างพาสเวิร์ดที่รัดกุม ไม่ใช้พวกวันเดือนปีเกิด ตัวเลขเรียง ๆ กัน และหมั่นเปลี่ยนรหัสบ่อย ๆ ที่สำคัญคือต้องปิดฟีเจอร์เชื่อมต่ออัตโนมัติ เพื่อไม่ให้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อกับ Wi-Fi ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบหรือแน่ใจว่าเป็น AccessPoint ที่ปลอดภัย เพราะปัจจุบันแฮกเกอร์ได้มีการสร้าง AccessPointปลอมเพื่อคอยดักข้อมูลของผู้ที่ใช้ Wi-Fi ในที่สาธารณะด้วย
และแม้ว่าภัยจากการใช้โทรศัพท์มือถือจะซับซ้อนขึ้นตามความสมาร์ทของโทรศัพท์แล้ว แต่ปัญหาดั้งเดิมสุดคลาสสิกก็ยังคงอยู่
ประชาชาติธุรกิจ ค้นข้อมูลจากกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กสทช. พบว่าในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2557 นี้ มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาถึง 281 เรื่อง แยกเป็นปัญหามาตรฐานการให้บริการ อาทิ อินเทอร์เน็ตช้าเกินไป สายหลุด 108 เรื่อง การคิดค่าบริการผิดพลาด 53 เรื่อง ปัญหาการยกเลิกบริการ 45 เรื่อง ปัญหาจากบริการเสริม 24 เรื่อง ที่เหลือเป็นประเด็นอื่น ๆ อาทิ การให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง การกำหนดระยะเวลาใช้บริการ ฯลฯ
          ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า เกือบทุกปัญหาไม่ว่าจะเป็นบิลช็อก ค่าโทร.เกิน หรือข้อความกวนใจ ล้วนมีสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้บริโภคได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวงเงินค่าใช้บริการ คิดว่าถ้าใช้เกินแล้วค่ายมือถือจะตัดบริการให้เอง รวมถึงความไม่รู้วิธีการเปิด-ปิดการใช้งานบนอุปกรณ์
          อย่างกรณีปัญหาบิลช็อกจากการนำโทรศัพท์ไปใช้งานในต่างประเทศ กสทช.ได้เปิดแคมเปญ ปิดเน็ตก่อนไปนอก ให้ผู้บริโภค กด *106# แล้วโทร.ออก เพื่อปิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศ และได้พยายามกำชับผู้ประกอบการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค
          เมื่อ มี.ค. กสทช.ได้คุยกับค่ายมือถือขอให้จำกัดวงเงินค่าบริการโรมมิ่ง แต่ทางเอไอเอสกับดีแทคแจ้งว่าทำไม่ได้ เพราะต้องเปลี่ยนโปรโตคอลในระบบซึ่งมีต้นทุนสูง ขณะที่ทรูได้รับประเด็นนี้ไปพิจารณา
          ส่วนปัญหาการสมัครบริการเสริมโดยไม่ตั้งใจหรือถูกเก็บเงินจาก SMS ขยะทั้งหลาย กสทช.เพิ่งร่วมกับโอเปอเรเตอร์เปิดบริการ กด *137 ยกเลิก SMS กวนใจ รวมถึงกำลังศึกษาปัญหาด้านคุณภาพบริการอื่น ๆ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประกาศ กสทช.เรื่องมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทเสียง ขณะเดียวกัน ยังติดตามเรื่องการคิดค่าบริการสูงเกินกว่านาทีละ 99 สตางค์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย
          ด้าน สารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม กล่าวว่า ผู้บริโภคกำลังเผชิญกับความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ การรับเรื่องร้องเรียนที่ยุ่งยากซับซ้อน ผู้บริโภคเองไม่มีความรู้ด้านสิทธิ์ ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ประกอบการก็เลือกที่จะฟ้องศาลเพื่อเพิกถอนประกาศของ กสทช.มากกว่าจะปฏิบัติตาม
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ให้ตายสิ!! ทุ่มศัลยกรรมแปลงโฉม ถ่าย Selfie

ให้ตายสิ!! ทุ่มศัลยกรรมแปลงโฉม ถ่าย 

          วันนี้ทีมงาน Sanook! Hitech มีข่าวเกี่ยวกับ การถ่ายภาพ Selfie หรือการถ่ายรูปตัวเราเองด้วยตัวเอง ซึ่งตอนนั้นเป็นกระแสที่เกิดขึ้นแทบทุกมุมโลกเลยนะครับ สำหรับข่าวที่จะมานำเสนอเป็นข่าวที่เกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อว่า  Triana Lavey ซึ่งเธออยากให้รูปลักษณ์ของเธอออกมาดูดียามเมื่อถ่าย Selfie ถึงขึ้นลงทุนเงินเพื่อทำศัลยกรรมให้ออกมาสวยเพอร์เฟคอย่างที่เธอต้องการกันเลยทีเดียว
          การถ่ายภาพตัวเองด้วยตัวเอง หรือเรียกสั้นๆว่า Selfie นั้นมันดุเหมือนเป็นพฤติกรรมที่ไร้สาระ แต่เชื่อไหมว่าวันๆหนึ่งมีภาพ Selfie ที่ถูกอัพลงบนสังคมออนไลน์เป็นล้านภาพทั่วโลก Triana Lavey นักการจัดการที่มีพรสวรรค์ ทำงานอยู่ในบริษัทประชาสัมพันธ์ใน Los Angeles กล่าวว่า การถ่ายภาพ Selfies นั้นมีข้อดีในการที่เราจะเห็น ใบหน้า ของตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน
          Lavey เชื่ออย่างยิ่งว่าการที่เขายอมจ่ายเงินกว่า $15,000 ในการทำศัลยกรรมพลาสติกนั้น จะทำให้ภาพ Selfie ของเขาสมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งใบหน้าที่เธอปราถนาก็คือ ใบหน้าที่เหมือนถูกตกแต่งด้วย Photoshop ในชีวิตจริง ที่เธอไม่เคยมี
          กรณีของเธอถูกบันทึกไว้บน ABC\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\'s Nightline เพื่อเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งเกี่ยวกับแนวโน้มที่ ผู้ชาย และ ผู้หญิง ทั่วโลกที่พร้อมจะทำศัลยกรรมพลาสติก เพื่อให้เขาสามารถถ่ายรูปตัวเองออกมาให้ดูดีที่สุด
          การทำศัลยกรรมพลาสติก ควรเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำ หลังจากที่คุณพยายามควบคุมอาหารการกิน และการออกกำลังกายแล้ว คุณถึงพร้อมที่จะผ่าตัด Lavey กล่าวก่อนที่จะรับการผ่าตัดใบหน้าของเธอ
          ข้อมูลการทำศัลยกรรมส่วนหนึ่งให้กับ Lavey คือการเสริมคาง จมูก และตัดไขมันบางส่วนบนใบหน้าเพื่อเพิ่มความคมชัดให้กับแก้มของเธอ ซึ่งตอนแรกนั้นเธอแค่ต้องการเสริมคางเท่านั้น แต่แล้วเธอก็ทำอย่างอื่นเพิ่มเติมไปด้วย เพื่อให้ใบหน้าเธอออกมาดูดีตามที่เธอต้องการ
          ซึ่งเมื่อศัลยกรรมเสร็จแล้ว Lavey ก็มีความสุขกับผลลัพธ์ที่ได้ เธอมีความสุขกับใบหน้าใหม่ของเธอมากๆ และในภายหลังเธอยังทำ Botox อย่างสม่ำเสมออีกด้วย
          Lavey กล่าวว่า ในความจริงแล้วมีหลายแอพพลิเคชันที่ช่วยลบข้อบกพร่องต่างๆในภาพของคุณเองเพื่อให้ภาพของคุณดูดีที่สุด เพื่อต้องการให้ผู้อื่นสนใจ และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเรา ทำให้เรามีความคาดหวังที่อยากจะมีรูปลักษณ์ที่ดีมากขึ้น อย่างไรก็ตามเธอก็ค่อยไม่มั่นใจว่าใบหน้าใหม่ของเธอจะทำให้ภาพ Selfie ของเธออกมาดูดีเท่ากับภาพี่ผ่านการแต่งจากแอพพลิเคชันต่างๆ
          ตอนนี้ฉัมมีใบหน้าที่ฉันเคยคิดว่าฉันมี เธอกล่าวอย่างมีความสุข ฉันดูเหมือนตัวฉันเอง ไม่ไช่เหมือนสิ่งที่อยู่ในPhotoshop เกิดมาสวยก็ยังต้องได้รับความช่วยเหลือเล็กน้อยจาก ... เพื่อให้คุณดูดีมากขึ้น

ที่มา : news.softpedia
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>>thaizones-hitech.blogspot.com